“บินไทย” เร่งแผนฟื้นฟูฯ-จ่อปลดคนเพิ่ม

บินไทย

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วานนี้ (21 มี.ค.) ว่า ในที่ประชุมบอร์ดรายงานความคืบหน้าแผนการจัดภายในองค์กร โดยยังไม่มีการเสนอเรื่องขายหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงแรม เนื่องจากยังอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูล ส่วนความคืบหน้าของแผนปฏิรูปองค์กร หากประเมินการทำงานพบว่าเดินหน้าไปแล้วกว่า 70% โดยเฉพาะการบริหารจัดการฝูงบิน และเครือข่ายเส้นทางบินให้มีประสิทธิภาพ คาดว่าจะแล้วเสร็จเป็นรูปธรรมเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะรายงานความคืบหน้าไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่จะประชุมในวันที่ 17 เม.ย.นี้

ส่วนประเด็นการบ้านที่ทาง คนร.มอบให้การบินไทยเร่งรัดดำเนินการในส่วนของแผนเพิ่มรายได้จากช่องทางขายตั๋วออนไลน์ และการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย ยอมรับว่าขณะนี้ยังล่าช้ากว่ากำหนด แต่ในเดือน เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวเว็บไซต์การบินไทยที่ปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และดูเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น คือ เข้าใช้งาน จองตั๋ว และหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันความคืบหน้าของตารางบินใหม่เจาะตลาดศักยภาพและอาเซียน ขณะนี้เดินหน้าไปมากแล้ว โดยคาดว่าในเดือน พ.ค.นี้จะนำเข้าเสนอที่ประชุมบอร์ดพิจารณา

“ส่วนการลดค่าใช้จ่ายปรับปรุงโครงสร้างภายในนั้น ปัจจุบันโครงการร่วมใจจากที่ดำเนินการในปีก่อน มีพนักงานลอตสุดท้ายออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอนนี้จึงครบจำนวน 1,401 คน ภายใต้วงเงินจัดใช้ 3,700 ล้านบาทแล้ว ในส่วนของปีนี้การบินไทยยังได้กันงบไว้อีก 2,200 ล้านบาท เพื่อมอบให้แต่ละหน่วยงานกลับไปพิจารณาความเหมาะสมของบุคลากรในสังกัด หากพบว่าจำเป็นจำต้องลดพนักงานคณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบก็อนุมัติงบในส่วนนี้ได้เลย เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีจำนวนพนักงานเกินกว่าปริมาณงานอยู่เท่าไหร่แต่รู้ว่าจำนวนพนักงานเกิน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวาระที่ประชุมครั้งนี้ ยังมีการรายงานถึงแผนรับมอบฝูงบิน โดยยังคงรับมอบเครื่องบินรุ่นแอร์บัส 350 จำนวน 2 ลำในช่วงกลางปีนี้จากเดิมมีแผนจะชะลอไปก่อน แต่รัฐบาลต้องการให้การบินไทยเสริมเที่ยวบินในเส้นทางคุณภาพ ทำให้การบินไทยต้องคงแผนรับมอบเครื่องบินเช่นเดิม และยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การปรับปรุงกรอบเวลาให้บริการผู้โดยสารจากเช็กอินถึงขึ้นเครื่องจากปัจจุบันใช้เวลา 84 นาที ให้เหลือ 60 นาที.

ที่มา>>>Thairath

เครือข่ายแรงงาน จี้ ‘บิ๊กบี้’ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 360 บ.

แรงงาน1

คสรท. นำแรงงานบุก ก.จับกัง ทวงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จาก 300 เป็น 360 บ. ทั่วประเทศ จวก “บิ๊กบี้” ไม่สนใจแก้ปัญหา ซัดสอบตก เพราะมัวแต่เน้นงาน “ทัวร์อีเวนต์-เลี้ยงสัมมนา-เดินสาย ตปท.” จี้สอบด่วน บอกแก้ไม่ได้ วอนนายกฯ เปลี่ยนเจ้ากระทรวงใหม่

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 59 ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พร้อมด้วยเครือข่ายแรงงานกว่า 30 คน เดินทางมาติดตามการแก้ปัญหา ที่เคยยื่นหนังสือให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เร่งแก้ไข โดยยืนชูป้ายทวงปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2559 จาก 300 บาท เป็น 360 บาททั่วประเทศ ให้ปฏิรูปประกันสังคมให้โปร่งใส หยุดนำเงินผู้ประกันตนปีละ 69 ล้านบาท ไปดูงานต่างประเทศ หยุดนำเงินปีละกว่า 50 ล้าน ไปให้สภาองค์การลูกจ้าง-นายจ้าง จัดอบรมสัมมนาเฉพาะกลุ่ม โดยไม่เห็นหัวผู้ประกันตน 13 ล้านคน และกระตุ้นการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี ต้องไม่หนีปัญหา หลบหน้าผู้ใช้แรงงาน อย่าเน้นแต่ทัวร์ดูงานต่างประเทศ และได้ยืนไว้อาลัยให้กระทรวงแรงงาน 1 นาที

แรงงาน2

โดย น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่า ที่ต้องมาทวงถาม เพราะก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอให้กระทรวงแรงงานแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่ได้รับการสนใจ พยายามขอพบ พล.อ.ศิริชัย และ ม.ล.ปุณฑริก แต่ก็ไม่ให้เข้าพบ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารกระทรวงแรงงานไม่มีความสนใจในสถานภาพของแรงงาน ผลโพลล์จากสำนักต่างๆ ที่ระบุว่า พล.อ.ศิริชัย สอบตกในการทำงานในฐานะ รมว.แรงงาน ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ถึงความไม่ใส่ใจ ตนและพี่น้องแรงงาน เพียงต้องการนำเสนอข้อมูลปัญหา อยากให้รัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจสนใจบ้าง จะประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังปัญหาจากเครือข่ายแรงงานก็ได้ เพียงขอให้มีการหารือกัน ไม่ใช่หนีหน้า หนีปัญหา ถ้าผู้บริหารไม่สนใจแรงงาน ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ ก็ขอให้เปลี่ยนคนใหม่มาทำหน้าที่แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. เคยพูดว่าจะทำให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้จริง ผู้ใช้แรงงานเคยตั้งความหวังกับรัฐบาลนี้ ทุกวันนี้หมดหวังแล้ว

แรงงาน3

น.ส.วิไลวรรณ กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรเข้ามาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสำนักงานประกันสังคมให้เกิดความโปร่งใส เพราะกองทุนประกันสังคมมีเงินมหาศาล แต่มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ที่ผ่านมาผู้บริหารกระทรวงแรงงานใช้งบประมาณจำนวนมากเดินทางไปดูงานต่างประเทศทุกปี ก่อนหน้านี้เคยใช้กว่า 100 ล้าน ปี 2558 ที่ผ่านมาใช้ไปกว่า 69 ล้าน แล้วปีนี้ใช้ไปเท่าไร ทั้งที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ประกันตน แต่ผู้บริหารนั่งเครื่องบินระดับวีไอพีไปต่างประเทศ ใช้เป็นเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม ทั้งที่เงินส่วนนี้มาจากหยาดเหงื่อคนยากจน จนสะสมไว้เป็นกองทุน ผู้บริหารกระทรวงแรงงานจึงควรมีสำนึก มีจริยธรรมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่พี่น้องผู้ใช้แรงงานถูกละเมิดสิทธิ ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กระทรวงแรงงานไม่แก้ไข แต่พอเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิต่างๆ ก็จะเก็บเงินเพิ่ม รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงต้องสนใจปัญหา อย่าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม หากยังไม่มีความคืบหน้า คสรท.จะพิจารณาหาแนวทางอื่นในการเคลื่อนไหว.

ที่มา>>>Thairath

ผู้ค้าทองคำฟันธงเทรนด์ ”ทองคำ” ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

เซียนฟันธงเทรนด์”ทองคำ”ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

เซียนฟันธงเทรนด์”ทองคำ”ขาขึ้น ราคาวิ่งฉิว2.4หมื่น เก็งกำไรข่าวเฟดคงดอกเบี้ย!

ผู้ค้าทองคำฟันธงตลาดเข้าสู่ยุค “ขาขึ้น” ชี้ปีนี้มีโอกาสวิ่งแรงแตะราคา 1,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 2.4 หมื่นบาท มั่นใจช่วง 1 เดือนข้างหน้า ราคายังวิ่งฉิว เก็งกำไรข่าวเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดทองคำได้เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นแล้ว โดยจะเห็นได้จากการแกว่งตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมี เสถียรภาพ ประกอบกับยังได้แรงหนุนจากข่าวของธนาคารกลางหลายประเทศที่มีแนวโน้มจะใช้ นโยบายซึ่งเป็นบวกต่อราคาทอง ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่น่าจะตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการใช้มาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE)

“ตอนนี้ตลาดทองมีข่าวเชิงบวกโดยเฉพาะในเรื่องของธนาคารกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เรียกได้ว่าตอนนี้ทองคำเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นแล้ว โดยกรอบทั้งปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้สูงสุดถึงประมาณ 1,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 2.4 หมื่นบาท ส่วนแนวรับก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,100 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละ 1.9 หมื่นบาท”

นายแพทย์กฤชรัตน์กล่าวพร้อม แสดงความมั่นใจว่า ในช่วง 1 เดือนนับจากนี้ ราคาทองคำจะยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากเฟดแถลงในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้ และไม่มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจจะต้องรอไปถึงการประชุมรอบถัดไป ซึ่งคือช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่จะทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นไปได้อีก เพราะไม่มีแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยเข้ามารบกวน

ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับที่ระดับ 1,200 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละประมาณ 2.1 หมื่นบาท แนวต้าน 1,300 เหรียญต่อออนซ์ หรือบาทละกว่า 2.18 หมื่นบาท

นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทออสสิริส กล่าวว่า ทองคำยังคงมีสัญญาณของการแกว่งตัวขึ้น (Sideway up) ซึ่งเป็นรูปแบบการเพิ่มขึ้นแบบมีเหตุมีผล จากปัจจัยบวกหลายเรื่อง อาทิ การเข้าซื้อทองคำของ SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ของโลก การเข้าซื้อของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ การเปิดสถานะในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (Gold Futures) ที่ส่วนใหญ่เป็นฝั่งเปิดสถานะซื้อ (Long) เพราะนักลงทุนคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงสะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน

“สำหรับตลาดทองคำ คงไม่พูดถึงภาวะหมี (Bearish) อีกแล้ว และน่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง (Bullish) มากกว่า เพียงแต่การปรับตัวขึ้นจะมีลักษณะเป็นแกว่งตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” นายบุญเลิศกล่าว

รู้หรือไม่? เช็คคืนภาษีของคุณสามารถเพิ่มค่าได้สูงสุดถึง 1,000 บาท ง่ายๆ


          ช่วงนี้หลายคนคงอยู่ในสถานะเหมือนเราที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ ไปแล้ว ก็ตั้งตารอว่าเมื่อไหร่นะเช็คคืนเงินภาษีจากกรมสรรพากรจะมาถึงมือ ส่วนคนที่ยื่นแบบฯ ตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนนี้ก็น่าจะได้รับเช็คกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          แต่ไม่ว่าจะได้เช็คแล้วหรือกำลังรออยู่ก็ตาม เราอยากให้อ่านตรงนี้ก่อนจะนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะเช็คคืนภาษีของคุณจะมีค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1,000 บาทเลยทีเดียว เพียงนำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา ก็รับ Cash Back ง่ายๆ พิเศษแบบนี้สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ หรือซื้อประกันชีวิตกับไทยพาณิชย์เท่านั้น!

          สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตของธนาคาร เพียงแค่นำเช็คเข้าก็จะได้ Cash Back เข้าบัญชีบัตรเครดิต ซึ่งยอด Cash Back จะขึ้นอยู่กับยอดใช้จ่ายสะสมผ่านบัตรในช่วง 3 เดือนนับจากวันที่นำเช็คเข้าบัญชี ส่วนลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตของไทยพาณิชย์และนำเช็คคืนภาษีมาเข้าที่ธนาคาร ก็จะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับเส้นทางใดก็ได้ภายในประเทศจากไทยแอร์เอเชียทันทีที่ซื้อกรมธรรม์ที่มีเบี้ยรายปีตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป พร้อมรับ Cash Back สูงสุดถึง 1,000 บาท

          รู้แบบนี้แล้วจะรออะไร รีบไปธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ดีๆ กับการเพิ่มค่าเช็คคืนภาษีได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 เม.ย. 59 ดูเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scb.co.th/th/news/2016-01-28/pro-tax59 หรือโทร 02-777-7777

 

 

 

ภาพประกอบจาก istockphoto

บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ร้องรัฐขยับขึ้นราคาบ้านประชารัฐ หวั่นขาดทุนหากขายแค่ยูนิตละ 6 แสน

บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ร้องรัฐขยับขึ้นราคาบ้านประชารัฐ หวั่นขาดทุนหากขายแค่ยูนิตละ 6 แสน

บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ร้องรัฐบาล ปรับราคาบ้านประชารัฐเพื่อข้าราชการมีรายได้น้อย พบลังเลเข้าประมูลงานร่วมสร้างหากยังยืนยันราคาเดิมขายยูนิตละ 6 แสนบาท ขณะที่ราคาที่ดิน ตร.ม.ละ 1.6-2 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบ้านประชารัฐ เป็นโครงการที่รัฐบาลร่วมกับเอกชน ผลักดันโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร และตำรวจ ตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ คาดจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาพัฒนาและบริหารโครงการภายในเดือน มี.ค. 59 ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากเอกชน ให้ปรับราคาขึ้นจากกรอบเงื่อนไขเดิม

โดยที่ดินบริเวณวัดไผ่ตัน ย่านสะพานควาย กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 2 ที่ดินแปลงนำร่องพัฒนาและก่อสร้างโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งราคาที่ดินบริเวณนี้ ถูกประเมินว่าไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 1.6-2 แสนบาท แต่ คอนโดมิเนียมที่กำลังจะสร้างบนพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ข้าราชการที่มีได้รายได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ สนนราคาเพียง 6 แสนบาท

ด้วยราคานี้ ทำให้บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่บางส่วน เริ่มลังเลที่จะเข้าประมูลงานหากรัฐบาลยังคงยืนราคาเดิม

หากพิจารณากรอบราคาโครงการบ้านประชารัฐของรัฐบาล กล่าวได้ว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากการประชุมขับเคลื่อนแนวคิดนี้ครั้งแรก จนถึงตอนนี้ใกล้ได้ข้อสรุป และทำการเปิดประมูลคัดเลือกผู้พัฒนาและบริหารโครงการภายในเดือน มี.ค. 2559

ขณะที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง สั่งให้ศึกษามาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการฯ ก่อนจะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าจดจำนองและค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จออกมาชิมลาง จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมาตรการช่วยเอกชนระบายสต็อกเก่า มากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วๆ ไป เพราะภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อ อีกทั้ง รัฐยังสูญเสียรายได้สูงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

ด้าน สมาคมอาคารชุดไทยยอมรับว่า เอกชนมีสต็อกสินค้าพร้อมโอนทันกำหนดสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวประมาณ 3-4 หมื่นยูนิต คิดเป็นมูลค่าในตลาด 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบร้อยละ 40 และแนวสูงร้อยละ 60 คาดว่าจะสามารถระบายสต็อกครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. เช่นกัน

ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลยอมสูญเสียรายได้ จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในทางอ้อมอาจเป็นการซื้อใจผู้ประกอบการ ให้ร่วมหัวจมท้ายโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคม แต่วันนี้ที่โครงการใกล้ได้ข้อยุติ กลับมีเสียงเรียกร้องถึงผลกำไรจากผู้ประกอบการในโครงการดังกล่าว

7 เหตุผลที่ ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อการลงทุนทางธุรกิจ

aHR0cDovL3AyLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzIvMzY0ODA1L21vbmV5aHViMDIwMzU5LmpwZw==

เชื่อว่ายังมีอีกหลายต่อหลายคนที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ซึ่งไม่เป็นเรื่องแปลก เพราะไม่มีมนุษย์เงินเดือนคนไหน ที่อยากจะทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นเขาไปจนแก่จนเฒ่าหรอกจริงไหม ซึ่งบางคนนั้นมีแพลนและได้เริ่มวางอนาคตของตัวเองได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ก็ยังขาดเพียงแค่เงินลงทุนเล็ก ๆ น้อย ที่ต้องหามาเริ่มธุรกิจ แล้วแหล่งเงินทุนที่สำคัญนั้นก็คือ ธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่มีโครงการปล่อยเงินกู้ในรูปแบบของสินเชื่อเพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ

ซึ่งในปัจจุบันนี้มีหลากหลายสถาบันทางการเงินที่มีโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อการประกอบการทางธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจของคุณนั้นจะเป็นธุรกิจขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ก็ตาม ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คุณไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ก็คือ เหตุผล 7 ประการดังต่อไปนี้ ฉะนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องการขออนุมัติสินเชื่อดังกล่าว คุณก็ต้องทำความเข้าใจเหตุผล 7 ประการดังนี้

1. ประวัติส่วนตัวที่ไม่ดี หรือมีประวัติหนี้ NPL
ขออธิบายขยายความคำว่า NPL ซึ่ง NPL ได้ย่อมาจาก (Non-performing Loan) ปัจจัยในข้อนี้ต้องบอกเลยว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อของคุณอย่าง 100% เต็มที่ เพราะการที่คุณมีประวัติที่ไม่ดีในการชำระหนี้แล้ว ธนาคารส่วนใหญ่จะถือว่า คุณคือผู้ที่ไม่มีวินัยในการบริหารเงิน และเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบอีกด้วย จะเห็นได้ว่า หากคุณมีประวัติที่ไม่ใสสะอาดด้วยแล้วนั้น มันจะทำให้การขอสินเชื่อทางธุรกิจของคุณเป็นไปได้ยากทันที

2. ทางผู้ให้กู้เล็งเห็นว่าคุณไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระได้
หากรายละเอียดในบัญชีการค้าของคุณเหลือยอดที่เป็นเงินสดเพียงน้อยนิด หากหักค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ออกไปหมดแล้วนั้น เงินสดส่วนนี้ถือว่าเป็น วงเงินสำคัญที่ทางธนาคารส่วนใหญ่ ใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ เพราะหากกิจการคุณมีเงินสดในบัญชีเหลือน้อย นั่นแสดงให้เห็นว่า อนาคตของกิจการคุณในวันข้างหน้าส่อเค้าที่ไม่ดีอย่างแน่นอน

3. ไม่มีประสบการณ์ แต่อาศัยความชอบที่อยากจะเป็น
ไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่ทุกคนจะมีความฝัน แต่เป็นเรื่องที่ผิด หากคุณฝันตามคนอื่น โดยลืมมองตัวเองไปว่า ตัวคุณเองชอบอะไร ต้องการอะไรและถนัดอะไร คนส่วนใหญ่ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการขออนุมัติสินเชื่อนั้น นั่นก็คือ คุณแค่อยากจะทำธุรกิจเหมือน ๆ คนอื่น ๆ เขา ประมาณว่าเห็นอะไรดี ใครเปิดร้านอะไรแล้วได้รับความนิยม คุณก็อยากเปิดบ้าง แล้วก็วาดฝันไปว่าร้านของคุณเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ บางครั้งคุณต้องการเปิดร้านกาแฟ แต่คุณเองยังไม่ทานกาแฟ แล้วอย่างนี้คุณจะเข้าใจถึงธุรกิจที่คุณกำลังนำเสนอให้กับผู้บริโภคคนอื่น ๆ เขาได้อย่างไร เหตุนี้เองที่ทำให้หลายคนไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อในลักษณะนี้

4. ไม่มีบัญชีรายรับ-รายจ่ายในนามธุรกิจของคุณ
สำหรับข้อนี้ก็เป็นหลักสำคัญไม่แพ้หลักอื่น ๆ เพราะการที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อสักก้อนให้คุณนั้น พวกเขาเหล่านั้นจำเป็นต้องดู ความเคลื่อนไหวในบัญชีของคุณว่าในแต่ละเดือนนั้น ธุรกิจของคุณสามารถทำผลกำไรได้มากน้อยเพียงใด สมควรที่เขาจะอนุมัติสินเชื่อตามที่คุณขอหรือไม่ ฉะนั้น หากคุณต้องการกู้เงินเพื่อขยายกิจการทางธุรกิจ คุณต้องพยายามทำให้รายได้ของคุณนั้นปรากฏเด่นชัด เพื่อจะได้ทำให้สินเชื่อทางธุรกิจที่คุณขออนุมัตินั้น มีผลเป็นที่น่าพอใจ

5. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้ยื่นกู้นั้น ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อกับทางธนาคาร เนื่องจากการทำธุรกิจนั้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันก็คือการลงทุนบนความเสี่ยง และหากไม่มีหลักทรัพย์ใด ๆ มาค้ำประกันด้วยแล้วนั้น ทางผู้ให้กู้จะแน่ใจได้อย่างไร ว่าคุณจะสามารถนำเงินที่คุณกู้ไปกลับมาคืนให้กับเขาได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการยื่นขออนมุติสินเชื่อเพื่อการประกอบกิจการทางธุรกิจ

6. ไม่ทราบต้นทุนและรายได้ที่แน่ชัดของตัวเอง
ย่อมไม่เป็นเรื่องดีแน่ ๆ หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ทราบข้อมูลเบื้องลึกของคุณเลยว่า เงินสินเชื่อที่คุณขออนุมัติมานั้น คุณจะนำไปทำอะไรบ้างอย่างไร และสามารถต่อยอดให้มีผลกำไรได้อย่างไรบ้าง เพราะหากคุณตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทางธนาคารมักจะมองว่าคุณจะต้องเป็นผู้บริหารเงินที่เขาอนุมัติมาแบบขอไปทีแน่ ๆ ซึ่งนั้นอาจส่งผลให้งบประมาณต่าง ๆ นั้นบานปลายตามไปด้วย

7. ไม่มีแผนงานทางธุรกิจ
หลักข้อนี้ถือเป็นหลักปราบเซียนกันเลยก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เป็นรายย่อยนั้น มักจะไม่มีการเขียนแผนดำเนินการทางธุรกิจ แต่หารู้ไหมว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หัวใจของมันเลยก็คือการวางแผน เพราะนี่คือทิศทางในการเดินทางเพื่อก้าวต่อไปในอนาคต ซึ่งแผนงานทางธุรกิจของคุณนี้ สามารถเป็นตัวช่วยให้คุณนั้นผ่านการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจนี้ได้โดยง่ายอีกด้วย

และนี่ก็คือหลักสำคัญทั้ง 7 ประการที่ทำให้คุณไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อทางธุรกิจเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก ฉะนั้น หากคุณต้องการขออนุมัติสินเชื่อกับทางสถาบันทางการเงินหรือธนาคาร คุณจะต้องเตรียมความพร้อมตามหลัก 7 ประการนี้ให้ได้ก่อน หากคุณทำได้ครบทุกข้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นก็เท่ากับว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

 

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย MoneyHub